fbpx

พี่ชาตรี

from บ้านขุนช่างเคี่ยน อ.เมือง จ.เชียงใหม่

บ้านขุนช่างเคี่ยน อ.เมือง จ.เชียงใหม่

Mr. Roots: ก่อนจะมาปลูกกาแฟ พี่ชาตรีทำงานอะไรมาก่อน

พี่ชาตรี: ผมเรียนไม่จบปวช. ตัดสินใจลาออกมาทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ศูนย์บริการท่องเที่ยว จากนั้นเป็นลูกจ้างร้านขนมในนิมมานเหมินทร์ อาชีพสุดท้ายก่อนกลับมาอยู่บนดอยก็คือขายประกันชีวิต ระหว่างนั้นผมตกผลึกกับแนวความคิดที่ว่า มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาให้แตกต่าง พอชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราจะเจอจุดที่เรามีความสุขกับความพอดีเอง ผมเลยเลือกที่จะกลับมาที่บ้านขุนช่างเคี่ยน ทำทุกอย่างที่เป็นการเกษตร

จนกระทั่ง 6 ปีที่แล้ว ชาวบ้านที่นี่เริ่มแปรรูปกาแฟเองแล้ว ผมมองว่าสวนเราก็มีต้นกาแฟอยู่ ทำไมเราถึงไม่ลองแปรรูปกาแฟที่เรามีดูล่ะ สองปีแรกผมทำแบบไม่คิดอะไรเลย จนกระทั่งได้เจอกับพี่ตี่ร้าน Graph Cafe และพี่แสนชัยคุยกันเรื่องกาแฟพิเศษ ผมถึงรู้ว่ามันเป็นวิธีการต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสารกาแฟ หลังจากนั้นผมก็เริ่มหาทิศทางว่ากาแฟพิเศษเขาทำกันยังไง พยายามเข้าร่วมทุกกิจกรรมที่เกี่ยวกับกาแฟ เริ่มคุยกับคนที่เขาแปรรูปกาแฟในโพรเซสแปลกๆ ที่เราไม่เคยทำ เก็บเกี่ยวความรู้ทุกอย่างตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

Mr. Roots: ที่ขุนช่างเคี่ยนมีอะไรที่พี่ชอบบ้าง

พี่ชาตรี: บ้านเราอากาศดีและอยู่ใกล้กับเมือง ในหนึ่งวันผมจะลงไปทำธุระในเมืองแล้วค่อยกลับมานอนบนดอยก็ทำได้ และสิ่งที่ผมภูมิใจคือ ชุมชนเรามีต้นทุนวัตถุดิบอย่างต้นกาแฟอยู่ในมือ ต่อยอดจากสิ่งที่มีได้โดยไม่ต้องดิ้นรนไปปลูกอย่างอื่น ผมว่าเราเป็นชุมชนที่ค่อนข้างโชคดี

Mr. Roots: อะไรคือเหตุผลที่ทำให้หันมาสนใจเรื่องกาแฟ

พี่ชาตรี: ผมพยายามหาคำตอบว่าหมู่บ้านเรามีที่มาที่ไปอย่างไร ผมเจอคลิปๆ หนึ่งที่บอกว่าในหลวง ร.9 ท่านขึ้นดอยครั้งในปี 2505

หมู่บ้านบนดอยที่ท่านไปมีดอยปุย หนองหอย แม่สา และขุนช่างเคี่ยน โครงการหลวงที่ท่านริเริ่มในแต่ละพื้นที่นั้นไม่เหมือนกันเลย

อย่างดอยปุยก็จะเป็นเกษตรที่สูง แม่สา หนองหอย ดินบ้านเขาปลูกพืชล้มลุกหรือพืชหมุนเวียนได้ดี แต่กับขุนช่างเคี่ยนเราทำแบบนั้นไม่ได้ อย่างมากเราก็แค่ปลูกไว้กินกันในครัวเรือน ท่านให้เราปลูกกาแฟกับลิ้นจี่ เราแค่ทำสิ่งที่ท่านให้ไว้ให้ดี เรามีกาแฟ เราควรเอาใจใส่กับกาแฟที่เรามีเนี่ยแหละ และทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ กาแฟคงไม่ได้ทำให้เราร่ำรวยมาก แต่สิ่งผมเห็นตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือมันเลี้ยงปากท้องครอบครัวผมได้

Mr. Roots: พี่ชาตรีมองภาพตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าไว้แบบไหน

พี่ชาตรี: ผมน่าจะนั่งขายกาแฟอยู่บนบ้าน (หัวเราะ) อาจจะมีคั่วเมล็ดใช้เองเล็กๆ ผลิตสารกาแฟส่งให้ร้านค้าต่างๆ และดันให้ชาวบ้านเขาหันมาแปรรูปกาแฟของตัวเอง แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการโพรเซสกาแฟเพื่อให้บ้านเรามีกาแฟดีๆ เพิ่มมากขึ้น

Mr. Roots: กาแฟมีความหมายกับพี่อย่างไรบ้าง

พี่ชาตรี: กาแฟเป็นทุกอย่างของขุนช่างเคี่ยน เราเกิดและเติบโตในวงจรเกษตรกรรม เราใช้สารเคมีแต่มันกลายเป็นว่าชีวิตเราถอยหลังด้วยซ้ำ อย่างที่บอกกาแฟมันอยู่ของมันตรงนั้นมานาน พอปัดฝุ่นมันขึ้นมา มันทำให้เห็นว่า จริงๆ แล้วชีวิตของขุนช่างเคี่ยนก็คือกาแฟเนี่ยแหละ กาแฟทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้เรามีป่าและส่งต่อมันไปถึงลูกหลานเราได้

Mr. Roots: กาแฟแก้วโปรดของพี่ชาตรีเป็นแบบไหน

พี่ชาตรี: ตอนนี้ผมชอบกาแฟดริปที่สุดเลยครับ

Mr. Roots: ถ้าทุกวันนี้ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับกาแฟ คิดว่าตัวเองน่าจะทำอะไรอยู่

พี่ชาตรี: ถ้าผมเรียนจบ ผมคงได้เป็นนักออกแบบอย่างที่ตั้งใจไว้ตอนวัยรุ่น เป้าหมายในชีวิตผมมันไม่ได้มีภาพชัดเจนขนาดนั้น ผมอยากเอาตัวเองไปเรียนรู้อยู่ทุกที่ อยู่เพื่อดูว่าตัวเราชอบอะไร

หากอยู่บ้านเหมือนตอนนี้ ถ้าไม่ได้ทำกาแฟ ผมอาจจะเป็นคนปลูกลิ้นจี่ ปลูกผักตามฤดูกาล หรือไม่ก็เป็นพ่อค้าที่ขายของตามตลาดนัด

Mr. Roots: อยากฝากอะไรถึงลูกค้าของเราบ้างไหม

พี่ชาตรี: ผมว่ากาแฟมันส่งผลต่ออะไรหลายอย่าง ในแง่ธรรมชาติ กาแฟเป็นพืชที่อยู่ร่วมกับต้นไม้อย่างอื่นได้ดี การปลูกกาแฟก็เหมือนช่วยดูแลต้นน้ำ และลดเรื่องดอยหัวโล้นได้เยอะ ในแง่ค้าขาย มันทำให้คนบนดอยได้มีชีวิตอยู่บนดอยอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่กับคนปลูกกาแฟในขุนช่างเคี่ยนเท่านั้นนะครับ ผมอยากให้คนดื่ม รวมทั้งคนหน้าร้านช่วยกันใช้กาแฟไทยครับ

SHARE

Thank you for subscribe

Thank you! We'll be in touch.

OKAY