fbpx

กว่าจะเป็น Good from the Roots

11.01.19

ใครที่พลาดกิจกรรม Good from the Roots: Screening & Talk  ที่เราจัดเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เราเก็บบรรยากาศสนุกๆ ในวงสนทนามาฝากกันที่นี่แล้ว

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Roots จัดฉายหนังสั้น Good from the Roots พร้อมชวน เอ๋ย-วินัย สัตตะรุจาวงษ์ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ และอีกสามคนที่มีกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพราะความชอบส่วนตัวหรือบทบาทการทำงาน ได้แก่ หมี-จิรณรงค์ วงษ์สุนทร lifestyle editor จาก The Cloud, ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ผู้ร่วมก่อตั้ง Beanspire Coffee และ กรณ์ สงวนแก้ว head roaster and green buyer จาก Roots มาพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พร้อมทั้งร่วมหาคำตอบว่า กาแฟที่ดีในมุมมองของแต่ละคนเป็นอย่างไร สำหรับใครที่พลาดกิจกรรมในวันนั้น เราเก็บบรรยากาศสนุกๆ ในวงสนทนามาฝากกันที่นี่แล้ว

Mr. Roots: ถ้าพูดถึงกาแฟไทย จะนึกถึงอะไรกันบ้าง

หมี: ก่อนหน้านี้จะนึกถึงยี่ห้อกาแฟไทยมากกว่าและรู้สึกว่าทุกอย่างเท่ากันไปหมด อย่างเรื่องความเข้มดำ แต่พอได้ลงลึกและไปไร่กาแฟบ่อยๆ ทำให้ได้เจอเกษตรกร วิธีการปลูก และการนำมาใช้ที่แตกต่างกัน ก็เลยรู้สึกว่ากาแฟไทยมีรสชาติขึ้น

ฟูอาดี้: สำหรับตัวเองแล้วคิดว่ากาแฟไทยเป็นความท้าทายในการพัฒนาตัวเอง พัฒนาศักยภาพของกาแฟให้ถึงจุดที่ฝรั่งยอมรับ ซึ่งปัจจุบันก็เห็นผลพอสมควรแล้ว แต่ว่ามันยังมีทางให้ไปต่ออีกเยอะ

กรณ์: ถ้าเป็นห้าปีที่แล้วกรณ์อาจจะไม่ชื่นชมกาแฟไทยขนาดนี้เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนๆกันกินเข้าไปแล้วมีรสผักๆแต่พี่ดี้เป็นคนแรกที่ทำให้กรณ์มีมุมมองใหม่เกี่ยวกับกาแฟไทยได้ชิมกาแฟตัวปกติที่ทำให้รู้สึกว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะดีได้ขนาดนี้นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อว่ากาแฟไทยจะดีขึ้นกว่านี้ได้อีกเรื่อยๆ

เอ๋ย: ประสบการณ์เรื่องกาแฟของผมยังน้อย แต่เวลาทำงานแล้วฟังพี่ๆ เล่า มันก็เหมือนลมหายใจเนอะ จริงๆ เราได้ยินคำว่า เมืองไทย หรือ อาหารไทย อยู่บ้าง ถ้ากาแฟไทยมีความเป็นชาตินิยมอยู่มากกว่านี้ มันน่าจะพาเราไปได้ไกลกว่าอาหารไทยด้วยซ้ำ

Mr. Roots: จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ Good from the Roots มีที่มาอย่างไร

กรณ์: เราอยากเล่าให้คนเห็นภาพว่า กาแฟที่ดีในมุมมองของเราคืออะไร สำหรับบางคนกาแฟที่ดีคือกาแฟที่ได้คะแนนเยอะ กาแฟที่ดีต้องอร่อย บางคนก็ให้ value เรื่องราคาเราอยากให้คนอื่นเห็นคำตอบของเราผ่านหนังสั้นเรื่องนี้

Mr. Roots: สำหรับพี่เอ๋ย ความยากหรือความแตกต่างในการทำโปรเจกต์นี้เมื่อเทียบกับงานอื่นๆ ที่ผ่านมาคืออะไร

เอ๋ย: มีหลายเรื่องเลยครับ พาร์ตโปรดักชันเราไปกันไม่กี่คนก็จริง พี่เต้ก็อัดเสียงเอง หมีเองก็ช่วยอัดเสียง กรณ์เป็นโปรดิวเซอร์ เขาวางแผนการเดินทางทั้งหมด และมีทีมถ่ายทำอีกสองสามคน แต่ตัดเรื่องโปรดักชันออกไปได้เลย เพราะความยากจริงๆ มันอยู่ตรงการที่โจทย์เปิดมาก เหมือนอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่อะไรก็ได้

เราไปทำความรู้จักกับพี่ๆ เกษตรกร โดยมีกรณ์เป็นตัวเชื่อมที่ทำให้เราคุ้นเคย ทั้งที่ตอนแรกเราก็กังวลเพราะไปเจอเขาวันแรก เราก็ยกกล้องมาถ่ายเลย กรณ์ขู่ไว้ก่อนว่าพี่จรูญเขาไม่ค่อยพูดนะ ดี้เขาก็ปริญญาเอก ประโยคแรกที่เราคุยกับเขาก็เป็นเรื่องความหวัง ซึ่งมันเป็นเรื่องยาก แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องที่กินใจผม พูดกี่ครั้งก็ยังนึกถึงอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นความยากมันก็อยู่ตรงนี้นี่ละ อะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่อะไรก็ได้

Mr. Roots: มีเรื่องอะไรที่ทำให้รู้สึกประทับใจกับประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาบ้าง

เอ๋ย: การได้เห็นว่า สิ่งที่เราดูว่าเขาทำเพื่อเลี้ยงปากท้อง แต่ที่จริงแล้วเป็นการทำเพื่ออีกสิ่งหนึ่งกันทุกคน อย่างพี่หนุ่ยกับอ้อย เขาบอกในนั้นว่าอยากกลับไปเป็นตัวอย่างให้คนอื่น พี่ดี้เองก็บอกว่าเกษตรกรเราอายุน้อย ถ้าเราอายุน้อย อายุงานของเราก็จะยาว นั่นหมายถึงความยั่งยืนโดยตรง มันจะมีอีกภาพหนึ่งอยู่ด้านหลังทุกคนเสมอ อย่างพี่จรูญเองเขาก็ทำให้เป็นตัวอย่างกับชุมชนเพื่อให้คนหันมาทำโรงตากหรือโปรเซสกาแฟดีๆ พี่โอ๋กับพี่โจ้นั่นก็รักต้นน้ำ รักป่า รักเกษตรกรมากๆ ผมรู้สึกว่ามันมีทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องชีวิต และเรื่องอื่นๆ แฝงอยู่ในงานของทุกคน

Mr. Roots: หลังกลับจากการถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ มีมุมมองต่อกาแฟไทยเหมือนหรือต่างไปจากเดิมอย่างไร

หมี: ต้องบอกว่าทีม Roots ไม่ได้ขึ้นไปช่วยพัฒนา แต่ไปแบบมีไอเดียอยู่แล้วขอไปทดลองร่วมกันไปกับเกษตรกรมากกว่า ผมได้เห็นการทดลองต่างๆ นานา ซึ่งบางอันมันอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากแต่ก็ทำให้รู้สึกว่ากาแฟไทยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น พอกลับมา เราก็อยากลองกาแฟไทยใหม่ๆ ที่ไม่เคยชิมมาก่อน แต่ผมลองสลับกับกาแฟเอธิโอเปียนะ เพื่อไม่ให้ลิ้นเราชินกับรสใดรสหนึ่งเกินไป พอกินสองอย่างเทียบกันไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นความเชื่อมโยงระหว่างกาแฟไทยและกาแฟโลกว่า กาแฟไทยเริ่มใกล้เคียงกาแฟโลกบ้างแล้ว

Mr. Roots: ในฐานะผู้พัฒนากาแฟไทย ผู้โปรเซส และผู้ส่งออก พี่ดี้มองว่ากาแฟไทยเป็นอย่างไรบ้าง

ฟูอาดี้: ถ้าเป็นเรื่องการโปรเซส ผมคิดว่ามันน่าจะพัฒนาไปตามเทรนด์ของโลก มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า เทรนด์โลกตอนนี้คือทำอย่างไรให้ได้รสชาติตามที่ต้องการ ด้วยการควบคุมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเวลา ค่าพีเอช หรืออะไรที่ใส่ลงไปก็ตาม ผมมองว่าเทรนด์จะไปทางนั้นประมาณสิบถึงยี่สิบปี แล้วถึงค่อยกลับมาเป็นแนวธรรมชาติอีกครั้ง ส่วนเรื่องอนาคตว่าจะนำไปขายที่ไหนบ้าง ผมมองว่ามันน่าจะขายในเมืองไทยมากกว่า การส่งไปเมืองนอกส่วนหนึ่งเพราะมันเหมือนผมเจ็บใจว่าคนดูถูกกาแฟไทย เลยอยากเอากาแฟไทยไปอยู่ในโรงคั่วดังๆ ให้ฝรั่งยอมรับ เพื่อที่จะให้คนไทยยอมรับกาแฟไทย ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเกิดขึ้น อย่างกาแฟของหนุ่ยกับอ้อยก็ไปอยู่ใน Flight และ Hasbean ซึ่งเป็นโรงคั่วระดับโลกแล้ว

Mr. Roots: แล้วในฐานะคนคั่วกาแฟอย่างกรณ์ มองเรื่องนี้อย่างไร

กรณ์: ถ้ามองย้อนกลับไปเมื่อห้าปีที่แล้ว ตอนนี้มันดีขึ้นมากนะ เพราะฉะนั้นกรณ์เชื่อว่าอีกห้าปีหลังจากนี้จะต้องดีมากๆ กรณ์มองว่าปัจจัยที่ทำให้กาแฟอร่อย จริงๆ แล้วน่าจะเป็นเรื่อง farm level เห็นตัวอย่างได้จากหลายๆ ที่ที่เขาสามารถจัดการ farm level ได้ดี กาแฟเขาจะอร่อย แต่ที่มากกว่ากาแฟที่อร่อยแล้ว มันมีความยั่งยืนอยู่ในนั้นเยอะมาก มันทำให้ต้นกาแฟอยู่ได้นาน ระบบนิเวศดี เกษตรกรสามารถปลูกกาแฟไปได้อีกหลายเจเนอเรชัน ถ้าถามว่าอนาคตกาแฟไทยจะเป็นอย่างไรกรณ์คิดว่าตอนนี้มีคนผลักดันเรื่องคุณภาพเยอะมากหลังจากนี้น่าจะมีคนผลักดันเรื่องความยั่งยืนให้ถึงจุดที่มันยั่งยืนจริงๆมันเป็นเรื่องยากนะแต่คิดว่าต้องมีคนทำ

Mr. Roots: คำถามสุดท้ายครับ กาแฟที่ดีในความหมายของแต่ละคนเป็นอย่างไร

หมี: กาแฟที่ดีน่าจะหมายถึงว่าเรารู้สึกอย่างไรกับกาแฟแก้วนี้มากกว่าพอเราเริ่มมีความรู้เรื่องกาแฟมากขึ้นเราก็มีความคาดหวังกับกาแฟมากขึ้นกาแฟที่ดีของเรากลายเป็นว่ากาแฟจะต้องเป็นกาแฟแบบนี้ๆ แต่ผมชอบความหมายแรกมากกว่านะกาแฟที่ดีคือกาแฟที่เรากินแล้วเราชอบมากวันหนึ่งเรากินสามสี่แก้วมันจะมีแก้วหนึ่งในแต่ละวันที่เราชอบมากเราจะรู้สึกว่านี่ละคือกาแฟที่ดีของเรา

เอ๋ย: ส่วนตัวคือกาแฟที่ชงเองเรามาร้านกาแฟบ่อยและเราพยายามกลับไปทดลองว่ากาแฟที่เราทำทุกวันมันนิ่งหรือยังเราใช้เมล็ดเดิมๆวิธีชงเดิมๆเพราะเราจะได้รู้จักมันมากขึ้น

กรณ์: อาจจะตอบในมุมมองที่เราคั่วกาแฟชงกาแฟได้เจอลูกค้าและได้เจอคนปลูกกับคนโปรเซสสำหรับกรณ์กาแฟที่ดีคือกาแฟที่ทำให้ชีวิตของทุกคนในห่วงโซ่ดีขึ้นชีวิตที่ดีอาจจะเป็นเงินที่มากขึ้นสำหรับบางคนแต่ว่าชีวิตที่ดีสำหรับบางคนคือเขามีความสุขมากขึ้นจริงๆแล้วคุณค่าของชีวิตที่ดีของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยเพราะฉะนั้นกาแฟดีก็คือกาแฟตัวไหนก็ตามที่ทำให้คนในห่วงโซ่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ฟูอาดี้: ผมตอบจากมุมของคนต้นน้ำ กาแฟที่ดีคือกาแฟที่ชาวสวนดึงเอาศักยภาพของตัวกาแฟนั้นๆ ของพื้นที่นั้นๆ ออกมาได้มากที่สุด เพราะแต่ละดอยแต่ละคุณภาพของภูมิอากาศมันมีข้อจำกัดอยู่ว่าจะทำกาแฟได้ดีขนาดไหน สมมติว่าปลูกกาแฟบนพื้นที่สูงแค่ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล มันไม่มีทางที่จะเป็นกาแฟที่ได้คะแนน 87-88 ได้ ก็ต้องไปดูเรื่องอื่นแทนอย่างการโปรเซสว่า ในภูมิประเทศแบบนั้น อากาศแบบนั้น จะทำให้ดีที่สุดได้อย่างไร ถ้ามันได้แค่ 82-83 คะแนนแต่มันดีที่สุดสำหรับตรงนั้นผมว่านั่นคือดีที่สุดแล้ว

ถ้ายังไม่ได้ดูหนังสั้นเรื่องนี้ มาดูกันได้เลยที่ลิ้งก์นี้: click here

READ OTHER STORIES

https://rootsbkk.com/th/journal/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99-good-from-the-roots/

Thank you for subscribe

Thank you! We'll be in touch.

OKAY